เวลาพูดถึงการยื่นภาษี หลายคนมักสับสนว่าเงินเดือนหรือรายได้ของตัวเองอยู่ขั้นไหนกันแน่ และคำว่า ฐานภาษีเงินได้ ที่ได้ยินบ่อย ๆ ก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้ดูยากขึ้นไปอีก ทั้งที่ความจริงแล้วระบบภาษีบุคคลธรรมดาของไทยมีหลักคิดค่อนข้างชัดเจน คือคิดแบบ “ขั้นบันได” ไม่ได้เอารายได้ทั้งก้อนไปคูณอัตราเดียวแบบที่หลายคนเข้าใจ
ถ้าอยากรู้ว่าฐานภาษีมีกี่ขั้น แต่ละขั้นเสียเท่าไหร่ สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มจากการแยกให้ออกก่อนว่าอะไรคือ “รายได้” และอะไรคือ “เงินได้สุทธิ” เพราะตัวเลขสองก้อนนี้ให้ผลภาษีต่างกันมาก พอเข้าใจจุดนี้แล้ว การคำนวณภาษีจะง่ายขึ้นทันที และยังช่วยวางแผนลดหย่อนภาษีได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้นด้วย
ภาษีที่ต้องดูจริง ๆ ไม่ใช่รายได้ทั้งก้อน
ก่อนดูว่าแต่ละขั้นเสียเท่าไหร่ ต้องเข้าใจก่อนว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้คำนวณจากรายรับรวมตลอดปีแบบตรง ๆ แต่คำนวณจาก เงินได้สุทธิ หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามกฎหมายแล้ว จึงค่อยนำไปเข้าอัตราภาษีแบบขั้นบันได
- รายได้ทั้งปี คือเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส หรือรายได้จากอาชีพต่าง ๆ
- หักค่าใช้จ่าย ตามประเภทเงินได้ เช่น เงินเดือนมีเกณฑ์หักได้ตามที่กฎหมายกำหนด
- หักค่าลดหย่อน เช่น ส่วนตัว คู่สมรส บุตร ประกันชีวิต ดอกเบี้ยบ้าน หรือเงินออมเพื่อเกษียณตามเงื่อนไข
- เหลือเป็นเงินได้สุทธิ ซึ่งเป็นตัวเลขที่นำไปคำนวณภาษีจริง
ตรงนี้เองที่ทำให้คนจำนวนมากคำนวณพลาด เพราะเห็นรายได้ทั้งปีสูงแล้วคิดว่าจะถูกเก็บภาษีในอัตราสูงทั้งหมด ทั้งที่ในทางปฏิบัติ ระบบภาษีไทยเป็นแบบ progressive tax หรือภาษีก้าวหน้า เก็บเฉพาะส่วนที่เกินในแต่ละขั้นเท่านั้น อ้างอิงโครงสร้างอัตราภาษีจากกรมสรรพากร
ฐานภาษีมีกี่ขั้น แต่ละขั้นเสียเท่าไหร่
ปัจจุบัน อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยแบ่งเป็น 8 ขั้น ดังนี้
- 0 – 150,000 บาท ยกเว้นภาษี
- 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
- 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
- 500,001 – 750,000 บาท เสียภาษี 15%
- 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 20%
- 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษี 25%
- 2,000,001 – 5,000,000 บาท เสียภาษี 30%
- มากกว่า 5,000,000 บาทขึ้นไป เสียภาษี 35%
ประเด็นที่ต้องจำให้แม่นคือ ถ้าเงินได้สุทธิของคุณขึ้นไปถึงขั้น 15% ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเสีย 15% ทั้งก้อน แต่จะเสีย 0%, 5%, 10% และ 15% ไล่ตามช่วงที่เงินได้ของคุณไต่ขึ้นไป เหมือนเดินขึ้นบันไดทีละขั้น ไม่ใช่กระโดดไปโดนขั้นบนสุดทั้งจำนวน
ลองคำนวณแบบง่าย ๆ ให้เห็นภาพ
สมมติว่าหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนทั้งหมดแล้ว คุณมีเงินได้สุทธิ 600,000 บาท ภาษีจะถูกคิดแบบนี้
- 150,000 บาทแรก ยกเว้นภาษี = 0 บาท
- 150,001 – 300,000 บาท จำนวน 150,000 บาท เสีย 5% = 7,500 บาท
- 300,001 – 500,000 บาท จำนวน 200,000 บาท เสีย 10% = 20,000 บาท
- 500,001 – 600,000 บาท จำนวน 100,000 บาท เสีย 15% = 15,000 บาท
รวมภาษีที่ต้องจ่ายคือ 42,500 บาท ไม่ใช่เอา 600,000 ไปคูณ 15% แล้วจ่าย 90,000 บาท แบบที่หลายคนมักเผลอคิดผิด จุดนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้เห็นว่าอัตราภาษีสูงสุดที่เรา “แตะ” กับอัตราภาษีเฉลี่ยที่เราจ่ายจริง อาจห่างกันพอสมควร
ลองคิดอีกมุมหนึ่งก็ได้ ถ้าคุณหาค่าลดหย่อนเพิ่มจนเงินได้สุทธิลดจาก 600,000 เหลือ 500,000 บาท คุณจะไม่เพียงลดฐานเงินได้ลง แต่ยังตัดส่วนที่ต้องเสีย 15% ออกไปทั้งหมดด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการวางแผนภาษีก่อนสิ้นปีถึงมีผลจริง ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร
เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับฐานภาษี
รายได้เยอะ ไม่ได้แปลว่าเสียภาษีแพงเสมอไป
คนที่มีรายได้ใกล้เคียงกัน อาจเสียภาษีไม่เท่ากัน เพราะโครงสร้างครอบครัว ภาระเลี้ยงดู และสิทธิค่าลดหย่อนต่างกัน เช่น คนหนึ่งมีบุตร มีประกัน และมีดอกเบี้ยบ้าน ส่วนอีกคนไม่มีเลย ต่อให้รายได้เท่ากัน ภาษีก็ออกมาต่างกันได้ชัดเจน
เงินเดือนถึงขั้น 20% ไม่ได้หมายความว่าเสีย 20% ทั้งปี
นี่เป็นความเข้าใจผิดยอดฮิตที่สุด ระบบขั้นบันไดทำงานแบบแบ่งช่วงเสมอ ดังนั้นการขยับขึ้นไปอีกขั้นไม่ได้ทำให้เงินทั้งหมดถูกคำนวณใหม่ แต่มีผลเฉพาะ “ส่วนที่เกิน” เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่ารายได้เพิ่มแล้วจะไม่คุ้มเสมอไป
การลดหย่อนภาษีไม่ใช่เรื่องของปลายปีอย่างเดียว
หลายคนเพิ่งมาคิดเรื่องภาษีช่วงเดือนธันวาคม ทั้งที่จริงควรวางแผนตั้งแต่ต้นปีหรือกลางปี เพราะจะจัดการกระแสเงินสดได้ดีกว่า และเลือกสิทธิที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่ซื้อทุกอย่างเพียงเพื่อหวังลดภาษี เช่น ประกันชีวิต กองทุนเพื่อการเกษียณ หรือเงินบริจาค ล้วนควรดูทั้งประโยชน์ทางการเงินและเงื่อนไขภาษีควบคู่กันไป
สรุป
ถ้าถามสั้น ๆ ว่า ฐานภาษีมีกี่ขั้น แต่ละขั้นเสียเท่าไหร่ คำตอบคือ ปัจจุบันมี 8 ขั้น ตั้งแต่ยกเว้นภาษีจนถึงอัตราสูงสุด 35% แต่หัวใจจริงไม่ได้อยู่ที่การจำตัวเลขอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเข้าใจว่าไทยใช้ระบบภาษีแบบขั้นบันได และคำนวณจากเงินได้สุทธิ ไม่ใช่รายได้รวมทั้งหมด เมื่อเห็นภาพนี้ชัดขึ้น การยื่นภาษีจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป และที่สำคัญ คุณจะเริ่มตั้งคำถามต่อได้ว่า ปีนี้ยังมีช่องทางไหนบ้างที่ทำให้จัดการภาษีได้ฉลาดขึ้นกว่าเดิม











































