สั่งง่าย ส่งไว แต่โลกจ่ายราคา? บรรจุภัณฑ์และขนส่งจากการช้อปออนไลน์

2

ทุกวันนี้การกดสั่งของจากมือถือกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ตั้งแต่ของใช้ในบ้านไปจนถึงของชิ้นเล็กที่เมื่อก่อนต้องขับรถออกไปซื้อเอง คำถามเรื่อง ซื้อของออนไลน์กับสิ่งแวดล้อม จึงไม่ใช่ประเด็นไกลตัวอีกต่อไป เพราะทุกคลิกไม่ได้จบแค่หน้าจอ แต่มันต่อไปถึงกล่องพัสดุ รถขนส่ง เชื้อเพลิง และขยะที่ตามมาแบบเงียบๆ

สั่งง่าย ส่งไว แต่โลกจ่ายราคา? บรรจุภัณฑ์และขนส่งจากการช้อปออนไลน์

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีคำตอบง่ายๆ ว่า การซื้อออนไลน์แย่กว่าหรือดีกว่าการไปหน้าร้านเสมอไป บางกรณีการรวมส่งอย่างมีประสิทธิภาพอาจช่วยลดการเดินทางของผู้บริโภคได้จริง ขณะเดียวกัน ถ้าสั่งหลายชิ้นแยกวัน เลือกส่งด่วน หรือคืนสินค้าบ่อย ผลกระทบก็อาจสูงกว่าที่คิด บทความนี้เลยชวนมองให้ลึกขึ้นว่า บรรจุภัณฑ์และการขนส่งกำลังสร้างภาระต่อโลกอย่างไร และเราจะลดมันได้ตรงไหนบ้าง

ทำไมการช้อปออนไลน์ไม่ได้เขียวหรือแย่เสมอไป

สิ่งที่หลายคนมักมองข้ามคือ รอยเท้าสิ่งแวดล้อมของอีคอมเมิร์ซไม่ได้อยู่ที่การซื้อเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ รูปแบบการซื้อ ด้วย หากร้านค้าสามารถรวมออเดอร์หลายชิ้นในกล่องเดียว วางเส้นทางส่งของได้ดี และผู้ซื้อไม่ต้องขับรถส่วนตัวไปกลับห้าง การซื้อออนไลน์อาจมีประสิทธิภาพกว่าการเดินทางแยกกันหลายเที่ยว แต่เมื่อระบบแข่งขันกันที่คำว่า ส่งไว ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมก็มักถูกผลักไปไว้เบื้องหลัง

ตัวแปรสำคัญมีอยู่ไม่กี่อย่าง แต่ส่งผลมาก ได้แก่ ขนาดและชนิดของบรรจุภัณฑ์ ระยะทางขนส่ง วิธีจัดส่งช่วงสุดท้ายไปถึงบ้าน และอัตราการคืนสินค้า โดยเฉพาะการส่งแบบชิ้นต่อชิ้นที่ทำให้รถวิ่งบ่อยขึ้น ใช้พื้นที่บรรทุกไม่เต็ม และปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยสูงขึ้น

บรรจุภัณฑ์: สิ่งที่เห็นชัดที่สุด แต่ไม่ใช่แค่เรื่องกล่อง

สิ่งแรกที่ผู้บริโภคสัมผัสได้คือกองกล่อง ซองพลาสติก เทป และวัสดุกันกระแทก บางครั้งของชิ้นเล็กนิดเดียวกลับมาในกล่องใหญ่เกินจำเป็น นี่ไม่ใช่แค่ภาพที่ชวนหงุดหงิด แต่หมายถึงการใช้วัสดุมากกว่าที่ควร และยังทำให้การขนส่งกินพื้นที่เพิ่มขึ้น รถคันเดิมบรรทุกของได้น้อยลง ส่งผลต่อการใช้พลังงานต่อชิ้นสินค้าโดยตรง

ประเด็นต่อมาคือ วัสดุที่ดูเหมือนรีไซเคิลได้ ไม่ได้แปลว่าจะถูกรีไซเคิลจริงเสมอ ถ้ากล่องกระดาษเปียกน้ำมัน มีเทปหลายชั้น หรือผสมพลาสติกหลายชนิด ระบบคัดแยกก็ทำงานยากขึ้น ข้อมูลจาก OECD ในรายงาน Global Plastics Outlook ระบุว่า ขยะพลาสติกทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าตั้งแต่ปี 2000 จนแตะราว 353 ล้านตันในปี 2019 และมีเพียงประมาณ 9% เท่านั้นที่ถูกรีไซเคิลจริง ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การทิ้ง แต่เริ่มตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์เลยด้วยซ้ำ

อะไรทำให้บรรจุภัณฑ์มีผลกระทบสูงขึ้น

  • กล่องใหญ่เกินจำเป็น ใช้วัสดุมากขึ้นและกินพื้นที่ขนส่งโดยไม่จำเป็น
  • การใช้วัสดุหลายชั้น เช่น พลาสติกหุ้ม ถุงกันกระแทก และซองซ้อนกล่อง ทำให้คัดแยกยาก
  • วัสดุผสม ที่รีไซเคิลได้ยากกว่าวัสดุชนิดเดียว
  • แพ็กเพื่อการตลาดมากเกินไป สวยขึ้นเล็กน้อย แต่เพิ่มทรัพยากรและขยะอย่างชัดเจน

พูดอีกแบบคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มีกล่องหรือไม่มีกล่อง แต่อยู่ที่การออกแบบให้ พอดี ใช้ซ้ำได้ และจัดการปลายทางได้จริง ต่างหาก

การขนส่ง: ตัวแปรใหญ่ที่มองไม่เห็นจากหน้าจอ

เมื่อของออกจากคลังสินค้า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจะย้ายไปอยู่ที่ระบบโลจิสติกส์ทันที ช่วงที่หนักที่สุดมักเป็นการส่งระยะสุดท้ายหรือ last mile เพราะต้องกระจายของไปยังผู้รับจำนวนมากในจุดหมายที่ต่างกัน รถอาจวิ่งไกลขึ้นเพราะบ้านอยู่กระจาย หรือวิ่งซ้ำเมื่อส่งไม่สำเร็จ ยิ่งผู้บริโภคคุ้นกับการสั่งวันนี้อยากได้พรุ่งนี้ ระบบก็ยิ่งต้องเร่งส่งแบบไม่มีเวลารวมรอบ

ข้อมูลจาก International Energy Agency ชี้ว่า ภาคขนส่งยังเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากพลังงานที่ใหญ่ของโลก คิดเป็นราวหนึ่งในสี่ของการปล่อยที่เกี่ยวข้องกับพลังงานในหลายปีที่ผ่านมา สำหรับอีคอมเมิร์ซ ประเด็นไม่ได้อยู่แค่รถวิ่งหรือไม่วิ่ง แต่อยู่ที่รถวิ่งอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน

พฤติกรรมที่ทำให้คาร์บอนพุ่งโดยไม่รู้ตัว

  • เลือกส่งด่วนทุกครั้ง ทำให้ร้านและระบบขนส่งรวมออเดอร์ได้ยาก
  • สั่งหลายรอบในช่วงสั้นๆ ทั้งที่สามารถรวบเป็นออเดอร์เดียวได้
  • คืนสินค้าบ่อย โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องวิ่งกลับคลังและอาจขายต่อไม่ได้
  • สั่งของจากไกลทั้งที่มีทางเลือกใกล้บ้าน เพิ่มระยะทางและเวลาในการขนส่ง

จุดที่คนมักไม่ทันคิดคือ สินค้าที่ถูกคืนไม่ได้กลับไปขายต่อเสมอไป บางชิ้นต้องตรวจสภาพ รีแพ็ก หรือแม้แต่กลายเป็นของเสีย นั่นแปลว่าการขนส่งหนึ่งครั้งอาจบานปลายเป็นสองหรือสามครั้ง พร้อมบรรจุภัณฑ์ชุดใหม่ตามมาอีก

ถ้าอยากซื้ออย่างสะดวก แต่กระทบโลกน้อยลง ควรทำอะไร

ข่าวดีคือ เราไม่จำเป็นต้องเลิกซื้อออนไลน์ทั้งหมด สิ่งที่ควรทำคือเปลี่ยนจากการซื้อแบบอัตโนมัติ เป็นการซื้อแบบคิดครบหนึ่งจังหวะก่อนกดสั่ง วิธีเล็กๆ หลายข้อรวมกันให้ผลต่างมากกว่าที่คิด

  • รวมออเดอร์ให้ได้มากที่สุด ลดทั้งกล่องและจำนวนเที่ยวส่ง
  • เลือกส่งมาตรฐานแทนส่งด่วนเมื่อไม่จำเป็น เปิดโอกาสให้ระบบรวมเส้นทางได้ดีขึ้น
  • อ่านรายละเอียดสินค้าให้ครบก่อนซื้อ เพื่อลดโอกาสคืนสินค้า
  • เลือกร้านที่ใช้บรรจุภัณฑ์พอดีและรีไซเคิลได้ง่าย ร้านค้าที่สื่อสารเรื่องนี้ชัดเจนมักมีระบบหลังบ้านที่ดีกว่า
  • ให้ความสำคัญกับผู้ขายใกล้พื้นที่ ถ้าคุณภาพและราคาใกล้เคียงกัน ระยะทางที่สั้นกว่ามักดีกับสิ่งแวดล้อมกว่า

ถ้ามองในภาพรวม เรื่อง ซื้อของออนไลน์กับสิ่งแวดล้อม จึงไม่ใช่การตัดสินว่าช่องทางไหนผิดหรือถูกที่สุด แต่เป็นการดูว่าแต่ละคำสั่งซื้อถูกออกแบบอย่างรับผิดชอบหรือไม่ ทั้งฝั่งแพลตฟอร์ม ร้านค้า บริษัทขนส่ง และตัวผู้บริโภคเอง

สรุป

การช้อปออนไลน์ไม่ได้ทำร้ายโลกโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่ได้เป็นทางเลือกสีเขียวเสมอไปเช่นกัน บรรจุภัณฑ์ที่เกินจำเป็น การส่งด่วนแบบแยกชิ้น และการคืนสินค้าที่เกิดง่าย ล้วนเพิ่มภาระให้ระบบมากกว่าที่เราเห็นบนหน้าจอ สุดท้ายคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ จะซื้อหรือไม่ซื้อ แต่คือ จะซื้ออย่างไรให้สะดวกโดยไม่ผลักต้นทุนไปให้สิ่งแวดล้อม และนั่นอาจเป็นนิสัยใหม่ที่สำคัญกว่าการกดสั่งให้ไวที่สุด

อ้างอิงข้อมูล: OECD, Global Plastics Outlook (2022); International Energy Agency, ข้อมูลด้านการปล่อยคาร์บอนจากภาคขนส่ง